เจ้าประคุณ สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรชาโย) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร พระมหาเถระผู้นำแห่งการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ด้วยปณิธาน “มงคลชีวิต ธรรมทาน” ผู้สานต่อนโยบายและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษาของคณะสงฆ์ ให้ก้าวหน้าทันยุคสมัย สนับสนุนการศาสนศึกษา ด้านพระปริยัติธรรม ทั้งนักธรรม บาลี และสายสามัญ

เจ้าประคุณมีนามเดิมว่า สมชาย พุกพุ่มพวง เกิดเมื่อวันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2490 ณ ตำบลท่าตำหนัก อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม โยมบิดาชื่อ นายชวน โยมมารดาชื่อ นางกลิ่น พุกพุ่มพวง ในวัยเยาว์ ท่านเติบโตมาในดินแดนแห่งพระพุทธศาสนา มีจิตใจฝักใฝ่ในธรรม ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2501 ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดท่าตำหนัก จังหวัดนครปฐม มีพระราชวุฒาจารย์ (นาค อิสินาโค) เป็นพระอุปัชฌาย์
เมื่ออายุครบอุปสมบท เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุในฝ่ายธรรมยุติกนิกาย เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2510 ณ พัทธสีมาวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร โดยมีพระสาสนโสภณ (เอื้อน ชินทตฺโต) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระราชวุฒาจารย์ (นาค อิสินาโค) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอมรโสภณ (หร่วม) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาทางธรรมว่า “วรชาโย” แปลว่า ผู้มีชัยชนะอันประเสริฐ ท่านได้มุ่งมั่นศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมอย่างวิริยอุตสาหะ จนสอบได้นักธรรมชั้นเอก และสำเร็จการศึกษาในระดับเปรียญธรรม 8 ประโยค (ป.ธ.8) ในปี พ.ศ. 2516

ลำดับสมณศักดิ์
พ.ศ. 2521 เป็นพระครูฐานานุกรมในพระสาสนโสภณ (นิรันตร์ นิรนฺตโร) ที่ พระครูปลัดอรรถจริยานุกิจ
พ.ศ. 2524 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ พระอมราภิรักขิต
พ.ศ. 2532 เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่ พระราชธรรมสุธี
พ.ศ. 2537 เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่ พระเทพวรเมธี
พ.ศ. 2538 เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่ พระธรรมวรเมธี
พ.ศ. 2543 เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง ที่ พระพรหมเมธี
พ.ศ. 2553 เป็นสมเด็จพระราชาคณะ ที่ สมเด็จพระธีรญาณมุนี
ด้วยปฏิปทาและความมุ่งมั่นในการพระศาสนา ได้รับความไว้วางใจให้เข้ามามีบทบาทในส่วนงานปกครองคณะสงฆ์ โดยได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ซึ่งนับเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม ที่มีอายุพรรษาน้อยในขณะนั้น และได้ร่วมขับเคลื่อนงานปกครอง งานศาสนวิเทศ และงานความมั่นคงของพระพุทธศาสนามาโดยตลอด
อีกทั้ง ด้วยความตั้งใจให้ความสำคัญกับการศึกษาของพระภิกษุสามเณรและกุลบุตรอย่างยิ่ง โดยได้ดำรงตำแหน่งสำคัญในสถาบันการศึกษาของคณะสงฆ์ อาทิ อุปนายกสภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย และประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม อุปนายกและผู้อำนวยการมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นต้น ท่านได้วางรากฐาน วางนโยบาย และพัฒนาหลักสูตรการศึกษาของมหาวิทยาลัยสงฆ์ ให้ก้าวหน้าทันยุคสมัย สนับสนุนการศาสนศึกษา ทั้งนักธรรม บาลี และสายสามัญ เพื่อสร้างศาสนทายาทที่มีความรู้คู่คุณธรรมออกไปทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา
ในด้านการพระศาสนาอื่นๆ ได้อุทิศแรงกายแรงใจและสติปัญญาเพื่องานสาธารณูปการและสาธารณประโยชน์อย่างกว้างขวาง ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ อาทิ
• ด้านศาสนวิเทศ เป็นองค์อุปถัมภ์และนำคณะพระธรรมทูตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาและสร้างวัดไทยในต่างประเทศ โดยเฉด้านศาสนวิเทศ เป็นองค์อุปถัมภ์และนำคณะพระธรรมทูตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาและสร้างวัดไทยในต่างประเทศ โดยเฉพาะการบูรณะศาสนสถานและส่งเสริมงานจาริกแสวงบุญ ณ สังเวชนียสถาน ประเทศอินเดียและเนปาล
• ด้านการสาธารณูปการ จัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช, พระพุทธนเรศร์ศิลาปวงประชาบูชิต ประทานให้เป็นสมบัติของแผ่นดิน และของพระพุทธศาสนา ณ กองพลทหารราบที่ ๗ ทุ่งยั้งทัพ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เป็นต้น
• ด้านการสาธารณสุขและสังคมสงเคราะห์ ได้เมตตานำปัจจัยบริจาคจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย มอบให้แก่โรงพยาบาลหลายแห่งทั่วประเทศ รวมถึงการสร้างอาคารผู้ป่วย การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ และการมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนที่ขาดแคลน เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชนโดยไม่เลือกชั้นวรรณะพาะการบูรณะศาสนสถานและส่งเสริมงานจาริกแสวงบุญ ณ สังเวชนียสถาน ประเทศอินเดียและเนปาล
• ด้านการสาธารณสุขและสังคมสงเคราะห์ ได้เมตตานำปัจจัยบริจาคจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย มอบให้แก่โรงพยาบาลหลายแห่งทั่วประเทศ รวมถึงการสร้างอาคารผู้ป่วย การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ และการมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนที่ขาดแคลน เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชนโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ

อีกปณิธานอันแรงกล้าในการสืบทอดและเผยแผ่พระพุทธศาสนาคืนสู่มาตุภูมิ โดยขับเคลื่อนงานศาสนวิเทศในแดนพุทธภูมิอย่างต่อเนื่อง ปรากฏเป็นคุณูปการอันโดดเด่น สรุปได้ ดังนี้
1.การสร้างศาสนทายาทและโครงการอุปสมบทหมู่ ณ แดนพุทธภูมิ
ท่านเป็นผู้ริเริ่มและเป็นองค์อุปถัมภ์ “โครงการอุปสมบทหมู่ ปฏิบัติธรรม และจาริกแสวงบุญ ณ แดนพุทธภูมิ (อินเดีย-เนปาล)” ในนาม วปก. “วิทยาลัยป้องกันกิเลส” ซึ่งจัดต่อเนื่องมารวม 30 รุ่น มีผู้เข้าร่วมกว่า 5,000 เพื่อเปิดโอกาสให้กุลบุตร ข้าราชการระดับสูง และนักธุรกิจ ได้เข้าโครงการเพื่อศึกษาพระธรรมวินัยในพระพุทธศาสนาและดำเนินตามรอยพระบาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในการดำรงชีวิต ประกอบสัมมาชีพ เป็นมหาอุบาสก จรรโลงรักษา คุ้มครองพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสืบไป
2. พิธีบรรพชาอุปสมบทภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ โดยเมตตาเดินทางไปทำหน้าที่เป็นพระอุปัชฌาย์ ประกอบพิธีบรรพชา ณ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ (สถานที่ตรัสรู้) และทำพิธีอุปสมบท ณ วัดป่าพุทธคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ซึ่งการอุปสมบทในดินแดนต้นกำเนิดนี้ ถือเป็นการสร้างศรัทธาปสาทะอันยิ่งใหญ่แก่ศาสนิกชน
3. โครงการอุปสมบทสยามวงศ์ สืบทอดพุทธศาสนสัมพันธ์ไทย-ศรีลังกา รวมแล้ว 3 รุ่น โดยจัดเป็นโครงการส่งเสริมพุทธศาสนาระหว่างไทยกับศรีลังกา และนับเป็นครั้งแรกที่มีพระอุปัชฌาย์ และนาคกุลบุตรจากประเทศไทย ไปบรรพชาอุปสมบทหมู่ที่ประเทศศรีลังกา และได้นำคณะเยี่ยมชมศึกษาพุทธสถานสำคัญในเมืองต่างๆ ที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น เมืองอนุราธปุระ เมืองอวูคานา เมืองดัมบุลลา และเมืองแคนดี้
4.การอุปถัมภ์และบูรณะปฏิสังขรณ์ศาสนสถาน
นอกจากงานสร้างคนแล้ว ท่านยังทรงให้ความอุปถัมภ์แก่วัดไทยหลายแห่งในอินเดีย รวมถึงการประสานงานระดับนานาชาติกับทางรัฐบาลอินเดีย เช่น การเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของอินเดีย และรับอาราธนาจากเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางศาสนาและการทูต ตลอดจนส่งเสริมงานจาริกแสวงบุญของพุทธบริษัทชาวไทยให้เป็นไปด้วยความราบรื่นและปลอดภัย

สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรชาโย) มักเน้นย้ำในเรื่องของการปฏิบัติตนด้วยความเมตตา ความกตัญญู และความเพียรพยายาม ซึ่งเป็นหลักธรรมพื้นฐานที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ลุ่มลึก และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ทันที โดยโอวาทธรรมสำคัญที่ศิษยานุศิษย์นำมาประพฤติปฏิบัติและกล่าวขานกัน ดังนี้
โอวาทธรรม เรื่อง “ความเมตตาและการให้” (หัวใจแห่งการบำบัดทุกข์) สมเด็จพระธีรญาณมุนี ทรงเป็นพระมหาเถระที่มีเมตตาธรรมสูงยิ่ง โอวาทของท่านในเรื่องนี้ จึงเป็นเสมือนเข็มทิศในการอยู่ร่วมกันในสังคม
“การให้ที่ยิ่งใหญ่ คือการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน เมตตาธรรมจะช่วยถอนความเห็นแก่ตัวออกจากใจ และสร้างความสุขที่แท้จริงให้เกิดขึ้นทั้งแก่ผู้ให้และผู้รับ” คำสอนนี้ ส่งผลให้เกิดเครือข่ายงานจิตอาสาและการบริจาคเพื่อสาธารณกุศลอย่างกว้างขวาง ศิษยานุศิษย์และพุทธบริษัทมักนำหลักเมตตานี้ ไปขับเคลื่อนกิจกรรมช่วยเหลือสังคม โรงพยาบาล และผู้ยากไร้ โดยมุ่งเน้นการเกื้อกูลกันด้วยความบริสุทธิ์ใจ
โอวาทธรรมเรื่อง “ความกตัญญูกตเวทิตา” (รากฐานของคนดี) ท่านมักปรารภอยู่เสมอว่า ความเจริญรุ่งเรืองของชีวิตและหน้าที่การงานนั้น มีจุดเริ่มต้นมาจากคุณธรรมข้อนี้ “คนเราจะดีจะเจริญได้ ต้องไม่ลืมอุปการคุณของบุพการี ครูบาอาจารย์ และผู้มีพระคุณ ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดี และเป็นเกราะคุ้มครองตัวเราไม่ให้ตกต่ำ”
คติธรรมนี้ ถูกนำมาใช้อบรมสั่งสอนเยาวชน นักเรียนโรงเรียนเทพศิรินทร์ และข้าราชการที่เข้ารับการอบรมกับท่าน ให้ตระหนักถึงการตอบแทนคุณแผ่นดินและบุพการี กลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรและหลักคิดที่เน้นย้ำเรื่องความกตัญญูเป็นสำคัญ
โอวาทธรรมเรื่อง “การฝึกฝนตนเองด้วยความอดทน” (ทางแห่งความสำเร็จ) ในการทำงานและการศึกษาพระปริยัติธรรม ท่านมักประทานกำลังใจให้ทุกคนมีความมานะพยายาม “ความสำเร็จไม่ได้มาด้วยความบังเอิญ แต่เกิดจากการเคี่ยวกรำตนเองด้วยความอดทนและตั้งใจจริง อุปสรรคมีไว้ให้เราแก้ไขและเติบโต ไม่ใช่มีไว้ให้เราท้อถอย”
โอวาทธรรมนี้ เป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้แก่ภิกษุสามเณรผู้ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม ตลอดจนพุทธศาสนิกชนที่กำลังเผชิญวิกฤตในชีวิต ให้มีกำลังใจในการต่อสู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง

เนื่องในโอกาสอันเป็นมงคลสมัย แห่งการเจริญอายุวัฒนมงคล 79 ปี ในนามทีมงานเว็บไซต์ www.worldbuddhisttv.com ขอน้อมถวายสักการะ พร้อมอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและอำนาจแห่งบุญกุศลทั้งหลาย โปรดอภิบาลประทานพร ให้เจ้าประคุณมีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ แข็งแรง ปราศจากโรคาพาธและอุปัทวันตรายทั้งปวง มีอายุวัฒนะ เจริญด้วยธรรมสมบัติ พรั่งพร้อมด้วยจตุรพิธพรชัย เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร เป็นหลักชัยแห่งคณะสงฆ์และศิษยานุศิษย์ เป็นกำลังสำคัญในการทำนุบำรุง สืบสานและเผยแผ่พระพุทธศาสนา ให้เจริญมั่นคงสถาพรสืบไป
wbtv wat pho news
www.worldbuddhisttv.com











