❖ อธิบดีกรมการศาสนาคนใหม่ ร่วมเปิดงาน “ตานก๋วยสลาก” วัดเบญจมบพิตร ปีที่ 61 ระหว่างวันที่ 16-18 ตุลาคม 2569

schedule visibility
58
share

แชร์

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา คณะสงฆ์วัดเบญจมบิตร นายเจษฏา ชีวะวิชวาลกุล อธิบดีกรมการศาสนา พร้อมข้าราชการในกระทรวงวัฒนธรรม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว สมาคมพุทธบริษัทชาวเหนือ และภาคีเครือข่าย ร่วมกันเปิดงานประเพณีตานก๋วยฉลากภัต ครั้งที่ 61 ประจำปี 2569 อย่างเป็นทางการ ที่ วัดเบญมบพิตรดุสิตวนาราม กรุงเทพมหานคร งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-18 ตุลาคม 2569 เพื่อเป็นการสืบสานประเพณีวัฒนธรรมล้านนา โดยมีกิจกรรมหลักคือการแห่ต้นก๋วยสลาก แอ่วกาดมั่ว และการทำบุญถวายสลากภัตแด่พระสงฆ์

งาน “ตานก๋วยสลาก” กลางกรุงที่วัดเบญจมบพิตร เป็นประเพณีแบบล้านนา ที่พุทธศาสนิกชนถวายภัตตาหารและเครื่องไทยธรรมแด่พระภิกษุสงฆ์โดยการจับสลาก ผู้ที่จัดเตรียมภัตตาหารจะไม่เลือกถวายเฉพาะพระรูปใดรูปหนึ่ง แต่จะใช้วิธีการจับสลากเพื่อให้พระภิกษุเป็นผู้รับตามสลากที่ตรงกับเครื่องไทยธรรมที่เตรียมไว้ คำว่า “ตาน” ในภาษาเหนือหมายถึงการถวายทาน ส่วน “ก๋วย” คือภาชนะคล้ายกระบุงหรือกระจาดที่ใช้ใส่สิ่งของสำหรับถวายพระสงฆ์ เมื่อรวมกันแล้ว “ตานก๋วยสลาก” จึงหมายถึงการทำบุญด้วยการใส่ของลงในก๋วยและนำไปถวายพระสงฆ์โดยผ่านการจับสลาก

งาน “สลากภัตกลางกรุง” ที่วัดเบญจมบพิตร เริ่มต้นขึ้นมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูประเพณีทางพุทธศาสนาของชาวเหนือในกรุงเทพมหานคร ความริเริ่มนี้ เป็นผลจากการร่วมมือระหว่างพระภิกษุชาวเหนือและสมาคมพุทธบริษัทชาวเหนือแห่งประเทศไทย รวมถึงสมาคมต่าง ๆ ที่ต้องการให้ชาวเหนือที่ย้ายมาอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ได้มีโอกาสสืบสานและรักษาประเพณีการทำบุญอันเป็นเอกลักษณ์ของบ้านเกิด

“สลากภัตกลางกรุง” นี้ จึงเป็นโอกาสสำหรับพุทธศาสนิกชนชาวเหนือที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง ได้มาร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษ และแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ล่วงลับ นอกจากนี้ ยังเป็นการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมของภาคเหนือผ่านการจัดแสดงศิลปะการแสดง การจำหน่ายสินค้าพื้นเมือง และการจัดขบวนแห่ก๋วยสลากของแต่ละจังหวัด

การจัดงานสลากภัตที่วัดเบญจมบพิตรนี้ เป็นการจัดขึ้นประจำทุกปี โดยต่อเนื่องมานานถึง 61 ปี (นับถึงปี 2569) โดยมีวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม สมาคมพุทธบริษัทชาวเหนือ กรมศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดขึ้น

ประวัติความเป็นมาของ สารทไทย

คำว่า “สารท” มาจากคำในภาษาบาลีและสันสกฤตว่า “ศรท” (สะ-ระ-ทะ) แปลว่า “ฤดูใบไม้ร่วง” หรือฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิต วิถีชาวนาโบราณในอดีต ทั้งในอินเดีย จีน และภูมิภาคอื่นๆ เมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วง พืชพันธุ์ธัญญาหารที่เพาะปลูกไว้จะสุกงอมพร้อมเก็บเกี่ยว (เช่น ข้าว มะพร้าว ผลไม้) การพึ่งพาธรรมชาตินั้น มนุษย์ในยุคนั้นเชื่อว่า ผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์พูนสุขเกิดจากการบันดาลของอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทวดา และการคุ้มครองจากบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ การทำทานครั้งแรกของฤดู ก่อนที่คนเป็นจะนำพืชผลเหล่านั้นมากินใช้ จึงต้องมีพิธี “พลีกรรม” หรือนำผลผลิตแรกเก็บเกี่ยว (ตระกูลข้าวเม่า ข้าวตอก หรือน้ำนมข้าว) ไปเซ่นไหว้ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์และอุทิศให้บรรพบุรุษเสียก่อน เพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ในปีต่อๆ ไป

ความเป็นมาของวันสารทในประเทศไทยนั้น รับเอาประเพณีวันสารทมาจาก ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ของอินเดีย ผสมผสานเข้ากับ พระพุทธศาสนา และ ความเชื่อดั้งเดิมเรื่องการนับถือผีบรรพบุรุษ โดยปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์เด่นๆ ตามยุคสมัย ดังนี้:

สมัยสุโขทัย (จุดเริ่มต้นในไทย) ปรากฏหลักฐานเก่าแก่ที่สุดใน นางนพมาศ (ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์) ซึ่งกล่าวถึง “พระราชพิธีศราทธพรต” (พิธีทำบุญอุทิศให้ผู้ล่วงลับตามแบบพราหมณ์) ในเดือน 10 ซึ่งพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์จะทรงบำเพ็ญพระราชกุศล มีการปรุงข้าวทิพย์ (ข้าวมธุปายาส) และกวนกระยาสารทเพื่อถวายพระสงฆ์และแจกจ่ายข้าราชบริพาร

สมัยอยุธยา ถึง รัตนโกสินทร์ตอนต้น ยุคนี้ ประเพณีสารทกลายเป็น “พระราชพิธีสิบสองเดือน” ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในราชสำนัก เรียกว่า “พระราชพิธีสารท” จัดขึ้นในวันสิ้นเดือน 10 (แรม 15 ค่ำ เดือน 10) มีการนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ กวนกระยาสารท และกวนต้มข้าวมธุปายาสในพระบรมมหาราชวัง ขณะที่ประชาชนทั่วไปก็ยึดถือวันนี้นำ “กระยาสารท” และกล้วยไข่ไปทำบุญตักบาตรที่วัดใกล้บ้าน

คนไทยโบราณใช้ประเพณีวันสารทเป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์สังคม แสดงถึงความกตัญญู เป็นวันที่แสดงความระลึกถึงปู่ย่าตายายและบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ผ่านการทำบุญอุทิศส่วนกุศล สร้างความสามัคคีในชุมชน เนื่องจาก “กระยาสารท” หรือ “ข้าวทิพย์” เป็นขนมที่ทำยาก ต้องใช้คนจำนวนมากมาช่วยกันตากข้าว คั่วข้าว เคี่ยวน้ำตาล และออกแรงกวนกะทะใบใหญ่ วันสารทจึงเป็นวันที่คนในหมู่บ้านได้มารวมตัวกันลงแขกช่วยกันทำขนม เป็นการพักผ่อนของเกษตรกร ในช่วงเดือน 10 ข้าวในนาเริ่มตั้งท้อง เมล็ดข้าวยังไม่แก่จัด ชาวนาเริ่มว่างจากการดำนา จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการจัดงานบุญเพื่อพักผ่อนหย่อนใจก่อนฤดูเก็บเกี่ยวใหญ่จะมาถึง

ปัจจุบัน แม้พระราชพิธีสารทในวังจะลดบทบาทลงไปตามยุคสมัย แต่ในระดับวิถีชาวบ้าน ประเพณีสารทยังคงฝังลึกและแตกแขนงออกเป็นงานบุญใหญ่ตามภูมิภาคต่างๆ เช่น ตานก๋วยสลาก (ภาคเหนือ) บุญข้าวสาก (ภาคอีสาน) และงานสารทเดือนสิบ (ภาคใต้)

ทำให้เกิดวันสารท ตามภาคต่างๆ ของไทย

  1. ภาคเหนือ (ล้านนา) เรียก ตานก๋วยสลาก, กินก๋วยสลาก หรือ กินสลาก การทำบุญนั้น ชาวบ้านจะนำผลไม้ อาหาร และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ มาจัดใส่ในเข่งสานด้วยไม้ไผ่ที่เรียกว่า “ก๋วย” มีการทำ “สลากโชค” หรือต้นสลากใหญ่ (ต้นกัลปพฤกษ์) พระสงฆ์และสามเณรจะใช้วิธีจับสลากที่ชาวบ้านเขียนชื่อไว้ เมื่อพระรูปไหนจับได้สลากของใคร ก็จะไปรับก๋วยสลากจากเจ้าของบ้าน
  2. ภาคอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) เรียก บุญข้าวสาก (หรือ บุญเดือนสิบ) ถ้าเป็นอีสานใต้ จะมีความเชื่อเกี่ยวเนื่องกับ “ประเพณีแซนโฎนตา” เพื่อไหว้บรรพบุรุษ การทำบุญ “ข้าวสาก” คือ ข้าวที่นำมาทำสลากภัต ชาวบ้านจะทำห่อข้าวสาก ซึ่งประกอบด้วย ข้าวสุก ข้าวเหนียว อาหารคาวหวาน ห่อด้วยใบตอง พร้อมเขียนชื่อเจ้าของบุญใส่ใน “เบอร์สลาก” แล้วนำไปถวายพระสงฆ์ มีการนำข้าวสากไปวางไว้ตามบริเวณวัดหรือใต้ต้นไม้ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่เปรตและญาติโยมผู้ล่วงลับที่ไม่มีใครทำบุญให้
  3. ภาคใต้ เรียก ประเพณีทำบุญเดือนสิบ (หรือ งานสารทเดือนสิบ) ทำบุญโดยการจัด “หมรับ” (สำรับ) ซึ่งเป็นเสบียงอาหารคาว-หวาน และขนมพื้นบ้านภาคใต้ เช่น ขนมลา ขนมพอง ขนมบ้า ขนมดีซำ มีขบวนแห่หมรับไปวัดอย่างยิ่งใหญ่
    ไฮไลท์สำคัญคือ พิธี “ชิงเปรต” ซึ่งเป็นการนำอาหารที่ตั้งไว้ให้เปรต (บรรพบุรุษที่ตกทุกข์ได้ยาก) เมื่อพระสงฆ์ทำพิธีบังสุกุลเสร็จแล้ว จะให้ชาวบ้านหรือเด็กๆแย่งชิงอาหารกันด้วยความสนุกสนานและเชื่อว่าได้บุญ

ส่วน 4. ภาคกลาง นั้น เรียก สลากภัต (เรียกตรงตามชื่อพุทธบัญญัติ) การทำบุญ นิยมจัดในช่วงฤดูที่มีผลไม้อุดมสมบูรณ์หลังเข้าพรรษา ชาวบ้านจะจัดภัตตาหารและเครื่องไทยธรรมเป็นชุดๆ พร้อมปักสลากชื่อไว้ แล้วให้พระสงฆ์จับสลากเช่นเดียวกัน มักมีการทำบุญเลี้ยงพระพร้อมหน้ากันในชุมชน และอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษหรือเจ้ากรรมนายเวร

ในวัฒนธรรมจีนไม่มีประเพณีที่เรียกว่า “สลากภัต” โดยตรง เพราะสลากภัตเป็นพุทธบัญญัติและแนวคิดทางฝั่งพุทธศาสนาเถรวาท อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ของ ช่วงเวลา วัตถุประสงค์ และรูปแบบการทำบุญ ฝั่งจีนมีประเพณีที่ คล้ายคลึงกันอย่างมาก จนเรียกได้ว่าเป็นประเพณีคู่ขนาน นั่นคือ “เทศกาลสารทจีน” และ “พิธีทิ้งกระจาด”

“วันสารทจีน” (中元節 – ตงหงวนโจ่ย) จะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ตามปฏิทินจันทรคติจีน (มักจะตกอยู่ในช่วงเดือนสิงหาคมหรือกันยายน) ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับเทศกาลสลากภัต (ตานก๋วยสลาก หรือบุญข้าวสาก) ของไทย
มาจากความเชื่อเรื่องประตูนรกเปิด ชาวจีนเชื่อว่าเดือน 7 เป็น “เดือนผี” ที่ประตูนรกจะเปิดให้วิญญาณกลับมาเยี่ยมโลกมนุษย์ คล้ายกับความเชื่อเรื่องเปรตหรือตา-ยายของไทยที่จะขึ้นมารับส่วนบุญในช่วงเดือนสิบ การไหว้สัมภเวสี ในวันสารทจีน นอกจากการไหว้บรรพบุรุษแล้ว ตอนบ่ายจะมีการ “ไหว้ผีไม่มีญาติ” (ฮ่อเฮียตี๋) ซึ่งเทียบได้กับการนำห่อข้าวสากไปวางตามโคนไม้ หรือการชิงเปรตของไทย เพื่อให้วิญญาณที่ไม่มีลูกหลานทำบุญให้ได้รับอาหาร

“พิธีทิ้งกระจาด” ของจีนถือว่ามีจุดที่ใกล้เคียงที่สุดในแง่ของวิธีการแจกทาน จากทิ้งของ…สู่การโปรยสลาก: ในอดีต พิธีทิ้งกระจาดจะใช้วิธีโยนสิ่งของหรืออาหารลงมาจากที่สูงให้คนยากจนแย่งชิงกัน (คล้ายกับการชิงเปรต) แต่ต่อมาเพื่อความเป็นระเบียบและลดการบาดเจ็บ จึงเปลี่ยนมาใช้ “การโปรยติ้วไม้” หรือสลากกระดาษ ใครเก็บติ้วหรือสลากหมายเลขใดได้ ก็นำไปแลกถังข้าวสารคาวหวานและสิ่งของเครื่องใช้ตามหมายเลขนั้นๆ

ความต่างเชิงระหว่าง สลากภัต (ไทย) กับ ทิ้งกระจาด (จีน) นั้น ในส่วนของสลากภัตไทยนั้น ชาวบ้านทำของมาถวาย แล้วให้ พระสงฆ์ เป็นผู้จับสลากเลือกของถวาย ส่วน ทิ้งกระจาด (จีน) นั้น ศาลเจ้าหรือผู้มีจิตศรัทธาเตรียมของไว้ แล้วให้ คนยากจน/ชาวบ้าน เป็นผู้เก็บสลากมารับของทาน

จึงพอสรุปได้ว่า แม้คนจีนจะไม่ได้ถือตะกร้าสานไปให้พระจับสลากแบบสลากภัตไทย แต่เทศกาลสารทจีนและพิธีทิ้งกระจาดมีเป้าหมายสูงสุดแบบเดียวกัน นั่นคือ การแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ และการทำทานแก่ดวงวิญญาณที่หิวโหย รวมถึงผู้ยากไร้ในสังคม

ในกรุงเทพมหานคร มีงานวันสารทประจำปี ของวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร ที่นำเอาเอกลักษณ์งานประเพณี “ตานก๋วยสลาก” จากภาคเหนือ (ล้านนา) มาจัดกลางกรุง เพื่อให้ชาวเหนือที่มาอาศัยหรือทำงานในเมืองหลวงได้ร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษตามธรรมเนียมท้องถิ่นของตน โดยมีการจัดต่อเนื่องยาวนานมามากกว่า 60 ปี งาน “ตานก๋วยสลาก” ที่วัดเบญจมบพิตร มักจะจัดขึ้นในช่วง เดือนตุลาคมของทุกปี (ตรงกับช่วงเดือนสิบของไทย) โดยทั่วไปจะจัดงานเป็นเวลา 3 วัน (ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์) ตัวอย่างเช่น ในปี พ.ศ. 2569 จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 16–18 ตุลาคม 2569

ไฮไลต์สำคัญของงานนั้น เริ่มตั้งแต่ ขบวนแห่ต้นสลากภัตสุดอลังการ: จะมีการจัดขบวนแห่ก๋วยสลาก (ชะลอมใส่ของทาน) และ “สลากโชค” (ต้นกัลปพฤกษ์ขนาดใหญ่ที่ตกแต่งอย่างวิจิตรสวยงาม) พร้อมขบวนช่างฟ้อน และการแต่งกายชุดพื้นเมืองล้านนาอย่างตระการตาเดินแห่รอบพระอุโบสถหินอ่อน มีการแอ่วกาดมั้ว ซื้อครัวเมียง ภายในวัดจะมีการจำลองตลาดโบราณทางเหนือ หรือ “กาดมั้ว” ให้ผู้ร่วมงานได้เดินเลือกซื้ออาหารเหนือแท้ๆ ขนมพื้นบ้าน และข้าวของเครื่องใช้ งานหัตถกรรมของชาวล้านนา มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสบรรยากาศการฟัง “จ้อย-ซอ” (การขับร้องเพลงพื้นเมืองเหนือ) ชมการฟ้อนเล็บ การตีกลองสะบัดชัย และดนตรีสะล้อ ซอ ซึง ตลอดทั้งงาน

งาน ตานก๋วยสลาก ถือเป็นงานบุญใหญ่ประจำปีของ วัดเบญจมบพิตรฯ ที่ผสมผสานความศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนาและความงดงามของวัฒนธรรมเหนือได้อย่างลงตัวที่สุดในกรุงเทพมหานคร

สำหรับงานวันสารทไทย ที่เกี่ยวเนื่องกับวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ นั้น ไม่ปรากฏหลักฐานระบุแน่ชัดว่าวัดโพธิ์ เริ่มจัดงานวันสารทในยุคของเจ้าอาวาสองค์ใดเป็นองค์แรก เนื่องจากงานวันสารทไทย (แรม 15 ค่ำ เดือน 10) เป็นประเพณีระดับชาติ ที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย และสืบทอดเรื่อยมาในฐานะวันพระใหญ่ที่พุทธศาสนิกชนจะเข้าวัดทำบุญเป็นปกติในทุกยุคสมัยอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ในแง่ของบันทึกประวัติศาสตร์การจัดพิธีบุญสารทอย่างเป็นทางการของวัดโพธิ์ (วัดพระเชตุพนฯ) มีข้อมูลเชื่อมโยงในแต่ละยุคสมัยที่น่าสนใจ ซึ่งพอจะกำหนดเป็นยุคได้ดังนี้

ยุคต้นรัตนโกสินทร์ (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และ สมเด็จพระพนรัตน์ หรือสมเด็จพระวันรัตน์ ฉิม) เมื่อมีการสถาปนาและบูรณปฏิสังขรณ์วัดโพธิ์ ขึ้นเป็นพระอารามหลวงประจำรัชกาลที่ 1 วัดนี้ ได้กลายเป็นศูนย์กลางการทำบุญและพระราชพิธีสำคัญของราชสำนัก รวมถึงพระราชพิธีไล่เรือและพระราชกุศลตักบาตรน้ำผึ้ง/ตักบาตรกล้วยไข่กระยาสารทในเดือน 10 ซึ่งมีบันทึกในพระราชพิธีสิบสองเดือน ทำให้วัดโพธิ์มีการจัดงานบุญสารทตามราชประเพณีมาตั้งแต่ยุคสถาปนากรุงเทพมหานคร

ยุคปัจจุบัน (สมเด็จพระมหาธีราจารย์ ปสฤทธ์ เขมงฺกโร) อธิบดีสงฆ์ของวัด กำหนดให้ทางวัดโพธิ์ปรับรูปแบบและยกระดับงานบุญนี้ ให้เป็นพิธีสำคัญประจำปี โดยเรียกว่า “พิธีทำบุญเนื่องในวันกตัญญูบูรพาจารย์” ซึ่งมี สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน เป็นประธานในพิธี โดยจัดขึ้น ณ พระอุโบสถวัดพระเชตุพนฯ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้ร่วมแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ อดีตเจ้าอาวาส และบูรพกษัตริย์ไทยอย่างเป็นทางการเป็นประทุกๆ ปี

Cr. วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม : Marble Temple
Cr. กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม
wbtv wat pho news
www.worldbudhhisttv.com

สถานีวิทยุโทรทัศน์โลกพระพุทธศาสนา เฉลิมพระเกียรติฯ WBTV

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์ ท่าเตียน) เลขที่ 2 ถ.สนามไชย, แขวงพระบรมมหาราชวัง, เขตพระนคร, กรุงเทพมหานคร, Thailand, 10200

โทรศัพท์ : 02 675 7134

โทรสาร : 02 675 7053

โครงการ

ร่วมงานกับเรา

อีเมล : [email protected]

Youtube : WBTVwatyannawa

Facebook : WBTVwatyannawa

Line : @wbtv

Website : worldbuddhisttv.com