เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา คณะสงฆ์วัดเบญจมบิตร นายเจษฏา ชีวะวิชวาลกุล อธิบดีกรมการศาสนา พร้อมข้าราชการในกระทรวงวัฒนธรรม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว สมาคมพุทธบริษัทชาวเหนือ และภาคีเครือข่าย ร่วมกันเปิดงานประเพณีตานก๋วยฉลากภัต ครั้งที่ 61 ประจำปี 2569 อย่างเป็นทางการ ที่ วัดเบญมบพิตรดุสิตวนาราม กรุงเทพมหานคร งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-18 ตุลาคม 2569 เพื่อเป็นการสืบสานประเพณีวัฒนธรรมล้านนา โดยมีกิจกรรมหลักคือการแห่ต้นก๋วยสลาก แอ่วกาดมั่ว และการทำบุญถวายสลากภัตแด่พระสงฆ์
งาน “ตานก๋วยสลาก” กลางกรุงที่วัดเบญจมบพิตร เป็นประเพณีแบบล้านนา ที่พุทธศาสนิกชนถวายภัตตาหารและเครื่องไทยธรรมแด่พระภิกษุสงฆ์โดยการจับสลาก ผู้ที่จัดเตรียมภัตตาหารจะไม่เลือกถวายเฉพาะพระรูปใดรูปหนึ่ง แต่จะใช้วิธีการจับสลากเพื่อให้พระภิกษุเป็นผู้รับตามสลากที่ตรงกับเครื่องไทยธรรมที่เตรียมไว้ คำว่า “ตาน” ในภาษาเหนือหมายถึงการถวายทาน ส่วน “ก๋วย” คือภาชนะคล้ายกระบุงหรือกระจาดที่ใช้ใส่สิ่งของสำหรับถวายพระสงฆ์ เมื่อรวมกันแล้ว “ตานก๋วยสลาก” จึงหมายถึงการทำบุญด้วยการใส่ของลงในก๋วยและนำไปถวายพระสงฆ์โดยผ่านการจับสลาก
งาน “สลากภัตกลางกรุง” ที่วัดเบญจมบพิตร เริ่มต้นขึ้นมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูประเพณีทางพุทธศาสนาของชาวเหนือในกรุงเทพมหานคร ความริเริ่มนี้ เป็นผลจากการร่วมมือระหว่างพระภิกษุชาวเหนือและสมาคมพุทธบริษัทชาวเหนือแห่งประเทศไทย รวมถึงสมาคมต่าง ๆ ที่ต้องการให้ชาวเหนือที่ย้ายมาอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ได้มีโอกาสสืบสานและรักษาประเพณีการทำบุญอันเป็นเอกลักษณ์ของบ้านเกิด
“สลากภัตกลางกรุง” นี้ จึงเป็นโอกาสสำหรับพุทธศาสนิกชนชาวเหนือที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง ได้มาร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษ และแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ล่วงลับ นอกจากนี้ ยังเป็นการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมของภาคเหนือผ่านการจัดแสดงศิลปะการแสดง การจำหน่ายสินค้าพื้นเมือง และการจัดขบวนแห่ก๋วยสลากของแต่ละจังหวัด
การจัดงานสลากภัตที่วัดเบญจมบพิตรนี้ เป็นการจัดขึ้นประจำทุกปี โดยต่อเนื่องมานานถึง 61 ปี (นับถึงปี 2569) โดยมีวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม สมาคมพุทธบริษัทชาวเหนือ กรมศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดขึ้น
ประวัติความเป็นมาของ สารทไทย
คำว่า “สารท” มาจากคำในภาษาบาลีและสันสกฤตว่า “ศรท” (สะ-ระ-ทะ) แปลว่า “ฤดูใบไม้ร่วง” หรือฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิต วิถีชาวนาโบราณในอดีต ทั้งในอินเดีย จีน และภูมิภาคอื่นๆ เมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วง พืชพันธุ์ธัญญาหารที่เพาะปลูกไว้จะสุกงอมพร้อมเก็บเกี่ยว (เช่น ข้าว มะพร้าว ผลไม้) การพึ่งพาธรรมชาตินั้น มนุษย์ในยุคนั้นเชื่อว่า ผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์พูนสุขเกิดจากการบันดาลของอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทวดา และการคุ้มครองจากบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ การทำทานครั้งแรกของฤดู ก่อนที่คนเป็นจะนำพืชผลเหล่านั้นมากินใช้ จึงต้องมีพิธี “พลีกรรม” หรือนำผลผลิตแรกเก็บเกี่ยว (ตระกูลข้าวเม่า ข้าวตอก หรือน้ำนมข้าว) ไปเซ่นไหว้ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์และอุทิศให้บรรพบุรุษเสียก่อน เพื่อความเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ในปีต่อๆ ไป
ความเป็นมาของวันสารทในประเทศไทยนั้น รับเอาประเพณีวันสารทมาจาก ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ของอินเดีย ผสมผสานเข้ากับ พระพุทธศาสนา และ ความเชื่อดั้งเดิมเรื่องการนับถือผีบรรพบุรุษ โดยปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์เด่นๆ ตามยุคสมัย ดังนี้:
สมัยสุโขทัย (จุดเริ่มต้นในไทย) ปรากฏหลักฐานเก่าแก่ที่สุดใน นางนพมาศ (ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์) ซึ่งกล่าวถึง “พระราชพิธีศราทธพรต” (พิธีทำบุญอุทิศให้ผู้ล่วงลับตามแบบพราหมณ์) ในเดือน 10 ซึ่งพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์จะทรงบำเพ็ญพระราชกุศล มีการปรุงข้าวทิพย์ (ข้าวมธุปายาส) และกวนกระยาสารทเพื่อถวายพระสงฆ์และแจกจ่ายข้าราชบริพาร
สมัยอยุธยา ถึง รัตนโกสินทร์ตอนต้น ยุคนี้ ประเพณีสารทกลายเป็น “พระราชพิธีสิบสองเดือน” ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในราชสำนัก เรียกว่า “พระราชพิธีสารท” จัดขึ้นในวันสิ้นเดือน 10 (แรม 15 ค่ำ เดือน 10) มีการนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ กวนกระยาสารท และกวนต้มข้าวมธุปายาสในพระบรมมหาราชวัง ขณะที่ประชาชนทั่วไปก็ยึดถือวันนี้นำ “กระยาสารท” และกล้วยไข่ไปทำบุญตักบาตรที่วัดใกล้บ้าน
คนไทยโบราณใช้ประเพณีวันสารทเป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์สังคม แสดงถึงความกตัญญู เป็นวันที่แสดงความระลึกถึงปู่ย่าตายายและบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ผ่านการทำบุญอุทิศส่วนกุศล สร้างความสามัคคีในชุมชน เนื่องจาก “กระยาสารท” หรือ “ข้าวทิพย์” เป็นขนมที่ทำยาก ต้องใช้คนจำนวนมากมาช่วยกันตากข้าว คั่วข้าว เคี่ยวน้ำตาล และออกแรงกวนกะทะใบใหญ่ วันสารทจึงเป็นวันที่คนในหมู่บ้านได้มารวมตัวกันลงแขกช่วยกันทำขนม เป็นการพักผ่อนของเกษตรกร ในช่วงเดือน 10 ข้าวในนาเริ่มตั้งท้อง เมล็ดข้าวยังไม่แก่จัด ชาวนาเริ่มว่างจากการดำนา จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการจัดงานบุญเพื่อพักผ่อนหย่อนใจก่อนฤดูเก็บเกี่ยวใหญ่จะมาถึง
ปัจจุบัน แม้พระราชพิธีสารทในวังจะลดบทบาทลงไปตามยุคสมัย แต่ในระดับวิถีชาวบ้าน ประเพณีสารทยังคงฝังลึกและแตกแขนงออกเป็นงานบุญใหญ่ตามภูมิภาคต่างๆ เช่น ตานก๋วยสลาก (ภาคเหนือ) บุญข้าวสาก (ภาคอีสาน) และงานสารทเดือนสิบ (ภาคใต้)
ทำให้เกิดวันสารท ตามภาคต่างๆ ของไทย
- ภาคเหนือ (ล้านนา) เรียก ตานก๋วยสลาก, กินก๋วยสลาก หรือ กินสลาก การทำบุญนั้น ชาวบ้านจะนำผลไม้ อาหาร และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ มาจัดใส่ในเข่งสานด้วยไม้ไผ่ที่เรียกว่า “ก๋วย” มีการทำ “สลากโชค” หรือต้นสลากใหญ่ (ต้นกัลปพฤกษ์) พระสงฆ์และสามเณรจะใช้วิธีจับสลากที่ชาวบ้านเขียนชื่อไว้ เมื่อพระรูปไหนจับได้สลากของใคร ก็จะไปรับก๋วยสลากจากเจ้าของบ้าน
- ภาคอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) เรียก บุญข้าวสาก (หรือ บุญเดือนสิบ) ถ้าเป็นอีสานใต้ จะมีความเชื่อเกี่ยวเนื่องกับ “ประเพณีแซนโฎนตา” เพื่อไหว้บรรพบุรุษ การทำบุญ “ข้าวสาก” คือ ข้าวที่นำมาทำสลากภัต ชาวบ้านจะทำห่อข้าวสาก ซึ่งประกอบด้วย ข้าวสุก ข้าวเหนียว อาหารคาวหวาน ห่อด้วยใบตอง พร้อมเขียนชื่อเจ้าของบุญใส่ใน “เบอร์สลาก” แล้วนำไปถวายพระสงฆ์ มีการนำข้าวสากไปวางไว้ตามบริเวณวัดหรือใต้ต้นไม้ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่เปรตและญาติโยมผู้ล่วงลับที่ไม่มีใครทำบุญให้
- ภาคใต้ เรียก ประเพณีทำบุญเดือนสิบ (หรือ งานสารทเดือนสิบ) ทำบุญโดยการจัด “หมรับ” (สำรับ) ซึ่งเป็นเสบียงอาหารคาว-หวาน และขนมพื้นบ้านภาคใต้ เช่น ขนมลา ขนมพอง ขนมบ้า ขนมดีซำ มีขบวนแห่หมรับไปวัดอย่างยิ่งใหญ่
ไฮไลท์สำคัญคือ พิธี “ชิงเปรต” ซึ่งเป็นการนำอาหารที่ตั้งไว้ให้เปรต (บรรพบุรุษที่ตกทุกข์ได้ยาก) เมื่อพระสงฆ์ทำพิธีบังสุกุลเสร็จแล้ว จะให้ชาวบ้านหรือเด็กๆแย่งชิงอาหารกันด้วยความสนุกสนานและเชื่อว่าได้บุญ
ส่วน 4. ภาคกลาง นั้น เรียก สลากภัต (เรียกตรงตามชื่อพุทธบัญญัติ) การทำบุญ นิยมจัดในช่วงฤดูที่มีผลไม้อุดมสมบูรณ์หลังเข้าพรรษา ชาวบ้านจะจัดภัตตาหารและเครื่องไทยธรรมเป็นชุดๆ พร้อมปักสลากชื่อไว้ แล้วให้พระสงฆ์จับสลากเช่นเดียวกัน มักมีการทำบุญเลี้ยงพระพร้อมหน้ากันในชุมชน และอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษหรือเจ้ากรรมนายเวร
ในวัฒนธรรมจีนไม่มีประเพณีที่เรียกว่า “สลากภัต” โดยตรง เพราะสลากภัตเป็นพุทธบัญญัติและแนวคิดทางฝั่งพุทธศาสนาเถรวาท อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ของ ช่วงเวลา วัตถุประสงค์ และรูปแบบการทำบุญ ฝั่งจีนมีประเพณีที่ คล้ายคลึงกันอย่างมาก จนเรียกได้ว่าเป็นประเพณีคู่ขนาน นั่นคือ “เทศกาลสารทจีน” และ “พิธีทิ้งกระจาด”
“วันสารทจีน” (中元節 – ตงหงวนโจ่ย) จะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ตามปฏิทินจันทรคติจีน (มักจะตกอยู่ในช่วงเดือนสิงหาคมหรือกันยายน) ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับเทศกาลสลากภัต (ตานก๋วยสลาก หรือบุญข้าวสาก) ของไทย
มาจากความเชื่อเรื่องประตูนรกเปิด ชาวจีนเชื่อว่าเดือน 7 เป็น “เดือนผี” ที่ประตูนรกจะเปิดให้วิญญาณกลับมาเยี่ยมโลกมนุษย์ คล้ายกับความเชื่อเรื่องเปรตหรือตา-ยายของไทยที่จะขึ้นมารับส่วนบุญในช่วงเดือนสิบ การไหว้สัมภเวสี ในวันสารทจีน นอกจากการไหว้บรรพบุรุษแล้ว ตอนบ่ายจะมีการ “ไหว้ผีไม่มีญาติ” (ฮ่อเฮียตี๋) ซึ่งเทียบได้กับการนำห่อข้าวสากไปวางตามโคนไม้ หรือการชิงเปรตของไทย เพื่อให้วิญญาณที่ไม่มีลูกหลานทำบุญให้ได้รับอาหาร
“พิธีทิ้งกระจาด” ของจีนถือว่ามีจุดที่ใกล้เคียงที่สุดในแง่ของวิธีการแจกทาน จากทิ้งของ…สู่การโปรยสลาก: ในอดีต พิธีทิ้งกระจาดจะใช้วิธีโยนสิ่งของหรืออาหารลงมาจากที่สูงให้คนยากจนแย่งชิงกัน (คล้ายกับการชิงเปรต) แต่ต่อมาเพื่อความเป็นระเบียบและลดการบาดเจ็บ จึงเปลี่ยนมาใช้ “การโปรยติ้วไม้” หรือสลากกระดาษ ใครเก็บติ้วหรือสลากหมายเลขใดได้ ก็นำไปแลกถังข้าวสารคาวหวานและสิ่งของเครื่องใช้ตามหมายเลขนั้นๆ
ความต่างเชิงระหว่าง สลากภัต (ไทย) กับ ทิ้งกระจาด (จีน) นั้น ในส่วนของสลากภัตไทยนั้น ชาวบ้านทำของมาถวาย แล้วให้ พระสงฆ์ เป็นผู้จับสลากเลือกของถวาย ส่วน ทิ้งกระจาด (จีน) นั้น ศาลเจ้าหรือผู้มีจิตศรัทธาเตรียมของไว้ แล้วให้ คนยากจน/ชาวบ้าน เป็นผู้เก็บสลากมารับของทาน
จึงพอสรุปได้ว่า แม้คนจีนจะไม่ได้ถือตะกร้าสานไปให้พระจับสลากแบบสลากภัตไทย แต่เทศกาลสารทจีนและพิธีทิ้งกระจาดมีเป้าหมายสูงสุดแบบเดียวกัน นั่นคือ การแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ และการทำทานแก่ดวงวิญญาณที่หิวโหย รวมถึงผู้ยากไร้ในสังคม
ในกรุงเทพมหานคร มีงานวันสารทประจำปี ของวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร ที่นำเอาเอกลักษณ์งานประเพณี “ตานก๋วยสลาก” จากภาคเหนือ (ล้านนา) มาจัดกลางกรุง เพื่อให้ชาวเหนือที่มาอาศัยหรือทำงานในเมืองหลวงได้ร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษตามธรรมเนียมท้องถิ่นของตน โดยมีการจัดต่อเนื่องยาวนานมามากกว่า 60 ปี งาน “ตานก๋วยสลาก” ที่วัดเบญจมบพิตร มักจะจัดขึ้นในช่วง เดือนตุลาคมของทุกปี (ตรงกับช่วงเดือนสิบของไทย) โดยทั่วไปจะจัดงานเป็นเวลา 3 วัน (ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์) ตัวอย่างเช่น ในปี พ.ศ. 2569 จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 16–18 ตุลาคม 2569
ไฮไลต์สำคัญของงานนั้น เริ่มตั้งแต่ ขบวนแห่ต้นสลากภัตสุดอลังการ: จะมีการจัดขบวนแห่ก๋วยสลาก (ชะลอมใส่ของทาน) และ “สลากโชค” (ต้นกัลปพฤกษ์ขนาดใหญ่ที่ตกแต่งอย่างวิจิตรสวยงาม) พร้อมขบวนช่างฟ้อน และการแต่งกายชุดพื้นเมืองล้านนาอย่างตระการตาเดินแห่รอบพระอุโบสถหินอ่อน มีการแอ่วกาดมั้ว ซื้อครัวเมียง ภายในวัดจะมีการจำลองตลาดโบราณทางเหนือ หรือ “กาดมั้ว” ให้ผู้ร่วมงานได้เดินเลือกซื้ออาหารเหนือแท้ๆ ขนมพื้นบ้าน และข้าวของเครื่องใช้ งานหัตถกรรมของชาวล้านนา มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสบรรยากาศการฟัง “จ้อย-ซอ” (การขับร้องเพลงพื้นเมืองเหนือ) ชมการฟ้อนเล็บ การตีกลองสะบัดชัย และดนตรีสะล้อ ซอ ซึง ตลอดทั้งงาน
งาน ตานก๋วยสลาก ถือเป็นงานบุญใหญ่ประจำปีของ วัดเบญจมบพิตรฯ ที่ผสมผสานความศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนาและความงดงามของวัฒนธรรมเหนือได้อย่างลงตัวที่สุดในกรุงเทพมหานคร
สำหรับงานวันสารทไทย ที่เกี่ยวเนื่องกับวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ นั้น ไม่ปรากฏหลักฐานระบุแน่ชัดว่าวัดโพธิ์ เริ่มจัดงานวันสารทในยุคของเจ้าอาวาสองค์ใดเป็นองค์แรก เนื่องจากงานวันสารทไทย (แรม 15 ค่ำ เดือน 10) เป็นประเพณีระดับชาติ ที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย และสืบทอดเรื่อยมาในฐานะวันพระใหญ่ที่พุทธศาสนิกชนจะเข้าวัดทำบุญเป็นปกติในทุกยุคสมัยอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ในแง่ของบันทึกประวัติศาสตร์การจัดพิธีบุญสารทอย่างเป็นทางการของวัดโพธิ์ (วัดพระเชตุพนฯ) มีข้อมูลเชื่อมโยงในแต่ละยุคสมัยที่น่าสนใจ ซึ่งพอจะกำหนดเป็นยุคได้ดังนี้
ยุคต้นรัตนโกสินทร์ (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และ สมเด็จพระพนรัตน์ หรือสมเด็จพระวันรัตน์ ฉิม) เมื่อมีการสถาปนาและบูรณปฏิสังขรณ์วัดโพธิ์ ขึ้นเป็นพระอารามหลวงประจำรัชกาลที่ 1 วัดนี้ ได้กลายเป็นศูนย์กลางการทำบุญและพระราชพิธีสำคัญของราชสำนัก รวมถึงพระราชพิธีไล่เรือและพระราชกุศลตักบาตรน้ำผึ้ง/ตักบาตรกล้วยไข่กระยาสารทในเดือน 10 ซึ่งมีบันทึกในพระราชพิธีสิบสองเดือน ทำให้วัดโพธิ์มีการจัดงานบุญสารทตามราชประเพณีมาตั้งแต่ยุคสถาปนากรุงเทพมหานคร
ยุคปัจจุบัน (สมเด็จพระมหาธีราจารย์ ปสฤทธ์ เขมงฺกโร) อธิบดีสงฆ์ของวัด กำหนดให้ทางวัดโพธิ์ปรับรูปแบบและยกระดับงานบุญนี้ ให้เป็นพิธีสำคัญประจำปี โดยเรียกว่า “พิธีทำบุญเนื่องในวันกตัญญูบูรพาจารย์” ซึ่งมี สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน เป็นประธานในพิธี โดยจัดขึ้น ณ พระอุโบสถวัดพระเชตุพนฯ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้ร่วมแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ อดีตเจ้าอาวาส และบูรพกษัตริย์ไทยอย่างเป็นทางการเป็นประทุกๆ ปี
Cr. วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม : Marble Temple
Cr. กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม
wbtv wat pho news
www.worldbudhhisttv.com











