1 ตุลาคม 2569 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระบัญชาโปรดให้ เจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ อุปนายกสภามหาวิทยาลัย เป็นผู้แทนพระองค์ไปใน การบำเพ็ญพระกุศลวันสถาปนามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ปีที่ 133 ณ ธรรมสถาน มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม

พิธีการเช้า เจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวชิรมุนีวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทานถวายบูรพอุปัชฌายาจารย์ และพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ปีที่ 133 มี พระพรหมวชิรเมธาภรณ์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย คณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา ศิษย์เก่า ผู้แทนส่วนราชการ และสาธุชน ร่วมในพิธี





การนี้ พระพรหมวชิรเมธาภรณ์, รศ.ดร. อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ได้ถวายรายงานถึงความเป็นมาและพัฒนาการของมหาวิทยาลัย นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนา “มหามกุฏราชวิทยาลัย” เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2436 เพื่อเป็นสถานศึกษาพระปริยัติธรรมของพระภิกษุสามเณร และถวายเป็นพระบรมราชานุสรณ์แด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4



ตลอดระยะเวลา 133 ปี มหาวิทยาลัยมีพัฒนาการสำคัญ 3 ยุค ได้แก่ ยุคแรก พ.ศ.2436–2488 ในฐานะวิทยาลัยเพื่อการศึกษาพระปริยัติธรรม โดยมีสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงวางรากฐานการศึกษาคณะสงฆ์ในรูปแบบสมัยใหม่
ยุคที่สอง พ.ศ.2489–2540 พัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาในนาม “สภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย” โดยเริ่มจัดการเรียนการสอนในรูปแบบมหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2489 มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสถานศึกษาพระปริยัติธรรม ศึกษาวิทยาการทั้งของชาติและต่างประเทศ และเป็นสถานที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา
ยุคที่สาม ตั้งแต่ พ.ศ.2540 ถึงปัจจุบัน ภายหลังการประกาศใช้พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย พ.ศ. 2540 ซึ่งกำหนดให้มหาวิทยาลัยมีฐานะเป็นนิติบุคคล มีภารกิจด้านการศึกษา การวิจัย การส่งเสริมและให้บริการวิชาการทางพระพุทธศาสนาแก่พระภิกษุ สามเณร และคฤหัสถ์ รวมทั้งการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
ในโอกาสนี้ เจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวชิรมุนีวงศ์ ได้ประทานคำสั่งสภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยแก่ผู้ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ ประทานใบกำกับเครื่องราชอิสริยาภรณ์แก่ผู้ได้รับพระราชทาน และประทานทุนการศึกษาแก่นักศึกษา อันเป็นการส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาการ เชิดชูเกียรติบุคลากร และสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาแก่ผู้เรียนของมหาวิทยาลัย
จากนั้น มหาวิทยาลัยได้ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทานถวายบูรพอุปัชฌายาจารย์ และพิธีเจริญพระพุทธมนต์ โดยมี พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร นำพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ 10 รูป เจริญพระพุทธมนต์ ก่อนถวายเครื่องไทยธรรมและภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์




พิธีการบ่าย เวลา 13.30 น. เจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ อุปนายกสภามหาวิทยาลัย ผู้แทนพระองค์ ประธานใน พิธีมอบรางวัล “คุณสมฺปนฺโน” ประจำปี 2569 มี พระพรหมวชิรเมธาภรณ์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เจ้าคณะจังหวัดนครปฐม เจ้าคณะจังหวัดนครปฐม (ธ) บุคลากรมหาวิทยาลัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม อธิบดีผู้พิพากษาภาค 7 ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม นางอุดมพร เอกเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และผู้แทนผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทุนการศึกษา นิสิตนักศึกษา ร่วมในพิธี




พระพรหมวชิรเมธาภรณ์ กล่าวถวายรายงาน และ จัดพระพิธีทอดผ้าป่า “ทุนการศึกษาสมเด็จพระสังฆราชเจ้า (วาสนมหาเถร) ในพระสังฆราชูปภัมถ์ เสร็จแล้ว พระราชวชิรญาณเมธี รองอธิการบดี เบิกผู้ได้รับการแต่งตั้งรองอธิการบดี ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ช่วยอธิการบดี เข้ารับคำสั่งสภามหาวิทยาลัย และคำสั่งมหาวิทยาลัย จากนั้นเบิกผู้มีอุปการคุณแก่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ประจำปี 2569 เข้ารับประทานรางวัล “คุณสมฺปนฺโน” เบิกบุคลากรผู้ปฏิบัติหน้าที่ดีเด่น ประจำปี 2569 เข้ารับประทานรางวัล “วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน” เบิกพระภิกษุและสามเณรนักศึกษาเข้ารับประทานทุนการศึกษาสมเด็จพระสังฆราชเจ้า (วาสนมหาเถร) ในพระสังฆราชูปถัมภ์ และทุนการศึกษาสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ พร้อมเบิกผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทุนการศึกษารับประทานของที่ระลึก จากนั้น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กล่าวสัมโมทนียกถา เป็นเสร็จพิธี



ตลอด 133 ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยได้พัฒนาการจัดการศึกษาอย่างต่อเนื่อง สามารถผลิตบัณฑิต มหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิตให้เป็นกำลังสำคัญของพระพุทธศาสนาและประเทศชาติ พร้อมขับเคลื่อนพันธกิจด้านการศึกษา การวิจัย การบริการวิชาการ และการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ภายใต้ปรัชญา “ความเป็นเลิศทางวิชาการตามแนวพระพุทธศาสนา”



มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นสถาบันการศึกษาในรูปแบบมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา เป็นสถาบันการศึกษาแห่งแรกที่เริ่มประยุกต์หลักพระพุทธศาสนาให้เข้ากับสังคมสมัยใหม่ โดยมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ หนึ่งในสองแห่งของประเทศไทย
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งเป็นพระน้องยาเธอในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระดำริจัดตั้ง “มหามกุฏราชวิทยาลัย” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นภายใน วัดบวรนิเวศวิหาร โดยวิธีจัดการศึกษาแบบสมัยใหม่ มีลักษณะแตกต่างจากการเล่าเรียนภาษาบาลีตามประเพณีแบบเดิม ในขณะเดียวกัน ก็นำเอาวิธีวัดผลแบบข้อเขียนมาใช้เป็นแห่งแรกของประเทศไทยด้วย




หลังจากที่ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทรงก่อตั้งสถาบันการศึกษานี้ขึ้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็มีพระราชดำรัสให้พระองค์ทรงช่วยปรับปรุงโรงเรียนสอนภาษาบาลี ชื่อ “มหาธาตุวิทยาลัย” ภายในวัดมหาธาตุ ขึ้นเป็น “มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” เพื่อจัดการให้คณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายได้มีสถาบันการศึกษาชั้นสูงในลักษณะเดียวกัน ควบคู่ไปกับมหามกุฏราชวิทยาลัย ซึ่งสมัยนั้นเป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูง และส่วนมากยังจำกัดอยู่แต่คณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุต ต่อมา ทั้ง มหามกุฏราชวิทยาลัยและมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้ปิดตัวลงเพราะประสบปัญหาหลายประการด้วยกัน นับเป็นเวลาหลายสิบปี


จนกระทั่ง ท่านอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพได้พยายามรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ จนประสบผลสำเร็จ เมื่อ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์และคณะสงฆ์วัดบวรนิเวศวิหาร ได้ให้การอุปถัมภ์ โดยได้ทำการประกาศรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่เมื่อ พ.ศ. 2488 ตามมาด้วย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งประกาศรื้อฟื้นกิจการในปี พ.ศ. 2490 อาจารย์สุชีพ ได้แถลงว่า สาเหตุที่ต้องมีมหาวิทยาลัยสงฆ์ก็เพราะคณะสงฆ์จำเป็นต้องผลิตบุคลากรที่รู้ทันวิชาการสมัยใหม่ มิฉะนั้น คณะสงฆ์จะไม่สามารถสั่งสอนแนะนำชาวบ้านได้
และการสื่อสารกันก็จะเกิดความไม่เข้าใจ เพราะชาวบ้านศึกษาด้านคดีโลก ส่วนพระสงฆ์ศึกษาด้านคดีธรรม ท่านจึงต่อสู้เพื่อให้ได้มหาวิทยาลัยสงฆ์มาอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุด มหามกุฏราชวิทยาลัย และ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยก็ได้รับการรื้อฟื้นมาอีกครั้งหนึ่ง อันเป็นผลพวงมาจากการทุ่มเทและความมุ่งมั่นอย่างไม่หยุดยั้งของท่านฯ อย่างแท้จริง

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร) มีประวัติศาสตร์การก่อตั้งอันยาวนานควบคู่กับการจัดการศึกษาทางพระพุทธศาสนา โดยสถาบันแห่งนี้เริ่มต้นจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2436 เพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์เฉลิมพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และเพื่อเป็นสถานศึกษาขั้นสูงสำหรับพระภิกษุสามเณร ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ก่อนที่จะได้รับการพัฒนาโครงสร้างองค์กรอย่างเป็นทางการในรูปแบบ “สภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย” เมื่อปี พ.ศ. 2488 เพื่อขยายขอบข่ายการศึกษาให้ทันสมัยและเป็นสากลยิ่งขึ้น
ในด้านการพัฒนาหลักสูตรและการจัดการศึกษา สถาบันได้ยกระดับวิทยฐานะและขยายโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2527 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา ส่งผลให้ผู้สำเร็จการศึกษาสามารถรับปริญญาในระดับอุดมศึกษาได้ ต่อมาในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2540 ได้มีการตราพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ซึ่งส่งผลให้สถาบันได้รับการยกฐานะเป็น มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ อย่างสมบูรณ์ ขยายโอกาสให้ทั้งพระภิกษุสามเณรและคฤหัสถ์ (ประชาชนทั่วไป) สามารถเข้าศึกษาได้ตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท จนถึงปริญญาเอก

เพื่อตอบสนองต่อการกระจายโอกาสทางการศึกษาไปสู่ภูมิภาค มหาวิทยาลัยได้จัดตั้งวิทยาเขตและวิทยาลัยสาขาครอบคลุมพื้นที่สำคัญทั่วประเทศ ปัจจุบัน มมร มีโครงสร้างส่วนภูมิภาคประกอบด้วย 7 วิทยาเขตหลัก ได้แก่ วิทยาเขตมหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย, วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย, วิทยาเขตอีสาน, วิทยาเขตล้านนา, วิทยาเขตศรีธรรมาโศกราช, วิทยาเขตร้อยเอ็ด และวิทยาเขตศรีล้านช้าง นอกจากนี้ยังมีวิทยาลัยศาสนศาสตร์ในสังกัดอีกหลายแห่ง รวมถึงศูนย์การศึกษาและศูนย์ประสานงาน เพื่อขับเคลื่อนศาสนศึกษาให้เข้าถึงชุมชนในทุกภาคของประเทศไทย
สถาบันการศึกษาแห่งนี้มุ่งเน้นการบูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเข้ากับวิทยาการสมัยใหม่ โดยเปิดทำการเรียนการสอนใน 4 คณะหลัก ประกอบด้วย คณะศาสนาและปรัชญา, คณะมนุษยศาสตร์, คณะสังคมศาสตร์ และคณะศึกษาศาสตร์ พร้อมกันนี้ยังมี “บัณฑิตวิทยาลัยวชิรญาณวโรรส” ทำหน้าที่กำกับดูแลการศึกษาระดับสูง ทุกคณะได้รับการออกแบบหลักสูตรให้ผู้เรียนมีความรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของโลก ควบคู่ไปกับการมีคุณธรรมจริยธรรมตามกรอบพระพุทธศาสนาอย่างเข้มข้น







ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ภายใต้การนำของโครงสร้างบริหารที่มี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย มีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้พระพุทธศาสนาระดับนานาชาติ โดยข้อมูลมี จำนวนผู้ศึกษา (ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์) รวมทั้งสิ้น 9,638 รูป/คน แบ่งเป็นระดับปริญญาตรี 6,865 รูป/คน ระดับปริญญาโท 2,099 รูป/คน ระดับปริญญาเอก 567 รูป/คน และระดับประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู 107 รูป/คน รวมหลักสูตรแล้ว มากกว่า 105 หลักสูตร
Cr. คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
Cr. มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ศาลายา นครปฐม
Cr. สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
Cr. www.mbu.ac.th
wat pho news
wbtv wat pho
www.worldbuddhisttv.com











