วันที่ 10 กันยายน 2569 ที่ ตำหนักเพชร วัดบวรนิเวศวิหาร มีการ ประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 20 ประจำปี 2569 โดย เจ้าประคุณ สมเด็จพระธีรญาณมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทรวาส ราชวรวิหาร เป็นองค์ประธานการประชุม มีที่ปรึกษามหาเถรสมาคม คณะกรรมการมหาเถรสมาคม ผู้บริหารพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ร่วมประชุม ฯ

การประชุมครั้งนี้ รองศาสตรจารย์ ดร.ชัชพล ไชยพร ผู้รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิกามหาเถรสมาคม แถลงว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างระเบียบสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่าด้วยการบริหารจัดการกองทุนพุทธมณฑล โดยกำหนดให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างโปร่งใส ตามหลักธรรมาภิบาลและหลักกฎหมาย การบริหารการเงิน การถ่วงดุลอำนาจ การจ่ายเงินประจำปี ตลอดจนการจัดทำงบประมาณรายรับและรายจ่าย จะต้องผ่านกระบวนการพิจารณาเห็นชอบของคณะกรรมการ พศป. และมหาเถรสมาคม เงินทำบุญหรือเงินที่พุทธศาสนิกชนสมทบเข้าสู่กองทุนพุทธมณฑล จะอยู่ภายใต้ระบบการบริหารจัดการและการกำกับตรวจสอบของมหาเถรสมาคม

ขณะเดียวกัน มติที่ประชุมมหาเถรสมาคมได้มอบหมายกรรมการมหาเถรสมาคม เป็นที่ปรึกษาในคณะกรรมการบริหารกองทุนพุทธมณฑล เป็นตัวแทนคณะกรรมการมหาเถรสมาคม จำนวน 5 รูป ได้แก่
- สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เป็นประธานที่ปรึกษา
- สมเด็จพระวชิรสุตธาจารย์ เป็นรองประธานที่ปรึกษา
- สมเด็จพระวชิรรัตนโมลี เป็นที่ปรึกษา
- พระพรหมวัชรเมธี เป็นที่ปรึกษา
- พระพรหมวชิรรังสี เป็นที่ปรึกษา
หลังจากระเบียบสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ว่าด้วยการบริหารจัดการกองทุนพุทธมณฑลมีผลแล้ว การบริจาคสมทบกองทุนพุทธมณฑลจะสามารถเข้าสู่กระบวนการเพื่อรองรับสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี ระเบียบดังกล่าว จะนำส่งให้กระทรวงการคลังพิจารณา และกรมสรรพากร จะดำเนินการเพื่อให้สามารถเชื่อมเข้าสู่ระบบการบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Donation
เมื่อดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ผู้มีจิตศรัทธาสามารถบริจาคสมทบกองทุนพุทธมณฑลในพระบรมราชูปถัมภ์ผ่านเลขบัญชี หรือ QR Code สำหรับ e-Donation และสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีตามกฎหมายได้โดยอัตโนมัติ ไม่จำเป็นต้องใช้ใบอนุโมทนาบัตรแบบกระดาษเป็นหลักฐานในการลดหย่อนภาษี
ระบบดังกล่าว จะช่วยให้เงินบริจาคเข้าสู่บัญชีของวัด กองทุนพุทธมณฑล หรือศาสนสถานโดยตรง และมีระบบทางราชการและกฎหมายกำกับตรวจสอบ ทำให้การบริหารเงินเป็นไปด้วยความโปร่งใส และลดการดำเนินการโดยอำเภอใจของบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยปราศจากการตรวจสอบ

อีกหนึ่งเรื่องที่ยกขึ้นมา คือรับรองการจัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมประจำกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัด ฝ่ายธรรมยุต ซึ่งจะทำให้มีสำนักปฏิบัติธรรมเพิ่มขึ้น สามารถจัดหลักสูตร และสามารถออกใบรับรองเพื่อให้ผู้เข้าปฏิบัติธรรมใช้สิทธิในการลาปฏิบัติธรรม หรือเข้ามาชำระจิตใจและพัฒนาคุณภาพด้านคุณธรรมจริยธรรมของตนเองได้มากขึ้น
สำนักปฏิบัติธรรมหลายแห่งที่เสนอให้อนุมัติจัดตั้งนั้น เดิมเป็นทั้งสำนักเผยแผ่ สำนักศึกษา และสำนักปฏิบัติอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้นำเข้าสู่ระบบตามกลไกของมหาเถรสมาคมอย่างเป็นทางการ ในส่วนกรุงเทพมหานคร มี ดังนี้
แห่งที่ 5 คือ วัดบวรนิเวศวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
แห่งที่ 6 คือ วัดธรรมมงคล เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร
แห่งที่ 7 คือ วัดมัชฌันติการาม เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร
แห่งที่ 8 คือ วัดทองเนียม เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร
แห่งที่ 9 คือ วัดรังสีรัตนวารี เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร
ประชาชนในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และพื้นที่ใกล้เคียง ที่มีศรัทธาในการปฏิบัติธรรมตามแนวทางการเจริญมหาสติปัฏฐาน คือ กาย เวทนา จิต ธรรม ตามที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ตลอดจนการเจริญวิปัสสนา ก็จะสามารถเข้าศึกษาและปฏิบัติตามหลักสูตรของแต่ละสำนักดังกล่าวได้
นอกจากนี้ ยังมีการอนุมัติจัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมในภูมิภาคอีกหนึ่งแห่ง ในส่วนคณะธรรมยุต จังหวัดร้อยเอ็ด เป็น แห่งที่ 7 ได้แก่ วัดเจดีย์ชัยมงคล อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด อีกแห่งหนึ่งด้วย
Cr. สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
wbtv watpho
www.worldbuddhisttv.com











