วันที่ 26 ก.พ. 2569 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล คณะสงฆ์ร่วมกับรัฐบาลไทย จัดพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากประเทศศรีลังกา มาประดิษฐานเป็นการถาวร ที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ไทย พระวาธุรกุมบุเร ธัมมะกีรติ ศรีมังคละ ธัมมะรัตนภิธาน นายากาเถโร เป็นประธานสงฆ์ฝ่ายศรีลังกา และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากศรีลังกามาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมีคณะรัฐมนตรีประกอบด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ และนายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และมีนางเอทิริสิงเห อารัจจิลาเค ศรียานี วิชยันติ เอทิริสิงเห เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกาประจำประเทศไทย พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ส่วนราชการในทำเนียบรัฐบาล เข้าร่วมพิธีดังกล่าวด้วย









ในการนี้ นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้บริหาร คณะผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมในพิธี




พิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนอัญเชิญไปวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ในครั้งนี้ ถือเป็น มหากุศลครั้งประวัติศาสตร์ ที่สะท้อนถึงสายธารศรัทธาในพุทธศาสนาลังกาวงศ์ ซึ่งสืบทอดอย่างยั่งยืนมากว่า 8 ศตวรรษ ทั้งยังเป็นประจักษ์พยานแห่งความสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณ อันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยและศรีลังกา ความพิเศษของ พระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญ มาครั้งนี้ คือ มีสีหายากถึง 3 สี คือ สีทองคำ (ทองอุไร) สีเงินสว่างใส และสีงาช้างหรือเนื้อหอยมุก ซึ่งยากจะปรากฏให้พบพร้อมกันในคราเดียว



พิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุในครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่มีการอัญเชิญ พระบรมสารีริกธาตุ จากวัดยาธิลากาลา ราชวรมหาวิหาร วัดโบราณของศรีลังกา ซึ่งเป็นสถานที่พำนักของ สมเด็จพระสังฆราชรูปแรก ในสายอัสกิริยา นิกายสยามอุบาลีวงศ์ เพื่อประดิษฐาน พระบรมสารีริกธาตุเป็นการถาวร ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช





วาระอันศักดิ์สิทธิ์นี้ เป็นจุดหมายสำคัญบนเส้นทางสู่การเฉลิมฉลองการได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO ซึ่งจะนำไปสู่ความภาคภูมิใจของประเทศไทยและพุทธศาสนิกชน สะท้องถึงคุณค่าแห่งมรดกทางวัฒนธรรม ความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา และบทบาทของนครศรีธรรมราช ในฐานะศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาแห่งดินแดนสุวรรณภูมิ


นอกจากพระบรมสารีริกธาตุแล้ว ยังมีการอัญเชิญ “หน่อพระศรีมหาโพธิ์” จาก เมืองอนุราธปุระ ประเทศศรีลังกา ซึ่งมีความสำคัญ เติบโตมาจากต้นแม่ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก (อายุประวัติศาสตร์กว่า 2,333 ปี) เพื่อนำมาปลูก ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เพื่อ ร่วมฉลอง 3 วาระมงคล ครบรอบ 1,250 ปี พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ครบรอบ 800 ปี พุทธลังกาวงศ์สู่เมืองนครศรีธรรมราช และเป็นวันมาฆบูชา ประจำปี 2569 ด้วย



Cr. สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
Cr. The Reporters
Cr. ไทยคู่ฟ้า
Cr. ดนัย จันทร์เจ้าฉาย
wbtv วัดพระเชตุพน











